คลังเก็บป้ายกำกับ: ลิเวอร์พูล

สปอนเซอร์ขอโทษลิเวอร์พูลหลังโพสต์เรื่องคาริอุส

เบ็ท วิคตอร์

เบ็ท วิคตอร์ บริษัทรับพนันที่เป็นสปอนเซอร์ของ ลิเวอร์พูล ก้มหัวขอโทษถึงประเด็นที่พนักงานของพวกเขาไปโพสต์อัตราต่อรองว่า ลอริส คาริอุส จะยังได้อยู่กับ “หงส์แดง” ต่อไปรึเปล่า หลังจบเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงดำ พร้อมระบุ กำลังทำการสอบสวนในเรื่องนี้อยู่เบ็ท วิคตอร์ บริษัทรับพนันถูกกฎหมายแห่งหนึ่งที่เป็นสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แถลงการณ์ขอโทษถึงเรื่องที่พนักงานของพวกเขาโพสต์อัตราต่อรองว่า ลอริส คาริอุส ผู้รักษาประตูชาวเยอรมันของ “หงส์แดง” สมควรได้อยู่กับทีมต่อไปหรือไม่ หลังจากจบเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ เมื่อวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมาในนัดดังกล่าว คาริอุส เล่นผิดพลาดอย่างร้ายแรงถึง 2 จังหวะ ได้แก่ การขว้างบอลพลาดจนทำให้ทีมเสียประตูแรก ก่อนที่จะปัดบอลจากการยิงไกลไม่ดีจนทำให้ เรอัล มาดริด ได้ประตูที่สาม จนทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องแพ้ไป 1-3 หลังจากจบนัดนั้น แอคเคาท์บนทวิตเตอร์ของ เบ็ท วิคตอร์ ก็ออกมาโพสต์อัตราต่อรองทันทีว่าในฤดูกาลหน้า คาริอุส จะยังได้อยู่กับทีมต่อไปหรือเปล่า โดยถึงแม้ไม่นานหลังจากนั้นโพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออกไป แต่ ลิเวอร์พูล ก็ไม่พอใจมากๆ ที่สปอนเซอร์ของพวกเขาเองกลับทำเรื่องแบบนี้ และอยากให้ เบ็ท วิคตอร์ ทำการสอบสวนว่ามันเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้ยังไง กระทั่งล่าสุด ทางบริษัทดังกล่าวก็ออกมาขอโทษเป็นที่เรียบร้อยlupuswiki.com

อลิสซอนชี้ซาลาห์ฟอร์มน่ากลัวไม่ต่างเมสซี่

อิลสซอน
อิลสซอน

 

อลิสซอน นายทวาร อาแอส โรม่า ยก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงฟอร์มฮอต ลิเวอร์พูล ฝีเท้าน่ากลัวไม่ต่างกับ ลิโอเนล เมสซี่ แต่มั่นใจเกมวันพุธนี้ ทีมตนเอา ซาลาห์ อยู่อลิสซอน ผู้รักษาประตูคนเก่งของ อาแอส โรม่า กล่าวยกย่อง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยอดกองหน้าเลือดอียิปต์ของ ลิเวอร์พูล ว่า เป็นผู้เล่นที่กำลังอยู่ในฟอร์มที่สุดยอดมาก และมีการเล่นที่น่ากลัวไม่ต่างอะไรกับ ลิโอเนล เมสซี่ แข้งเทพ บาร์เซโลน่า เลยทีเดียว

ซาลาห์ เพิ่งย้ายจาก โรม่า มาร่วมก๊วน “หงส์แดง” เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่ผ่านมา และทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทันที โดยเวลานี้เจ้าตัวกระหน่ำไปแล้วถึง 43 ประตู จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 47 นัด พร้อมกับคว้ารางวัลส่วนตัวมากมาย แถมยังถูกมองเป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัล บัลลง ดอร์ ประจำปี 2018 ด้วยทั้งนี้ โรม่า มีคิวเปิดรัง สตาดิโอ โอลิมปิโก ดวลกับ ลิเวอร์พูล ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดสอง วันพุธที่ 2 พฤษภาคมนี้ หลังนัดแรกออกไปแพ้ที่ แอนฟิลด์ 2-5 เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน  lupuswiki.com

เป้าใหญ่!ซาลาห์หวังทุบสถิติรัช

เป้าใหญ่!ซาลาห์หวังทุบสถิติรัช
เป้าใหญ่!ซาลาห์หวังทุบสถิติรัช

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงฟอร์มร้อน ลิเวอร์พูล ประกาศชัด ต้องการทุบสถิติทำประตูมากสุดภายในซีซั่นเดียวของ เอียน รัช แต่ยันยังไงตนก็เล่นเพื่อทีมก่อนเป็นอันดับแรกโมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าคนเก่งของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เผยว่า ตนต้องการที่จะทำลายสถิติทำประตูมากสุดภายในหนึ่งฤดูกาลของ เอียน รัช ตำนานดาวยิงของสโมสร ให้ได้

สถิติสูงสุดของ รัช เกิดขึ้นในฤดูกาล 1983/84 ซึ่งเจ้าตัวกดไปถึง 47 ประตู ขณะที่ฤดูกาลนี้ ซาลาห์ กระทุ้งไปแล้ว 40 ประตู ซึ่งเท่ากับว่า เขาต้องการอีก 8 ประตู เพื่อทุบสถิติของ รัช โดยที่ “หงส์แดง”เหลือเกมลีก 4 นัด และในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 นัดเป็นอย่างน้อย “ถือว่ามีโอกาสดีทีเดียวที่จะทำลายสถิติดังกล่าว การเป็นเบอร์หนึ่งกับสโมสรอย่าง ลิเวอร์พูล มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ผมคงจะแฮปปี้มากๆ หากทำได้สำเร็จ แต่ตอนนี้ผมก็แฮปปี้ไม่น้อยกับ 40 ประตูที่ทำได้ ผมต้องการทำประตูต่อไปเรื่อยๆ ผมต้องการเป็นเบอร์หนึ่งของสถิตินี้” “ผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อทำลายสถิตินี้ แต่ก็อย่างที่ผมเคยพูดไป เราเล่นกัน 11 คน ผมเล่นกันเป็นทีม ไม่ใช่เล่นเพื่อรางวัลโดยส่วนตัว มันเป็นเรื่องของทีม ถ้าผมมีโอกาสผ่านบอลให้เพื่อนทำประตูง่ายๆ ผมก็จะทำ” ยอดแข้งทีมชาติอียิปต์วัย 25 ปี กล่าว 777-slotonline.com

5 ประเด็นร้อนก่อนลุยพรีเมียร์ลีกวันอีสเตอร์

5 ประเด็นร้อนลุยพรีลีก
5 ประเด็นร้อนลุยพรีลีก

ในที่สุดพรีเมียร์ลีกก็กลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งหลังจากต้องหยุดเพื่อโปรแกรมทีมชาติไปหนึ่งสัปดาห์ โดยสัปดาห์นี้ตรงกับเทศกาลอีสเตอร์กันพอดี บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลองและคึกคักกันเป็นพิเศษก่อนจะไปลุยกันมาดูกันว่ามีประเด็นอะไรน่าสนใจในสัปดาห์อีสเตอร์กันบ้างไปชมกัน lupuswiki.com
1.รองจ่าฝูง…ลุยกันต่อ
ถึงแม้ว่าการลุ้นแชมป์ดูจะยากลำบากแล้วหลังแมนซิตี้ทำคะแนนห่างไปยาวไกล แต่การแย่งรองจ่าฝูงยังขับเคี่ยวกันสนุกเหมือนเช่นเคย ยิ่งผู้ท้าชิงเป็นสองคู่รักคู่แค้นก็ยิ่งทวีความเดือดเข้าไปใหญ่
ลิเวอร์พูลจะมีคิวบุกไปเยือน คริสตัล พาเลซ ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งหากเอาชนะได้จะแซงแมนฯยูขึ้นไปอยู่รองจ่าฝูง แต่ยังแข่งมากกว่าถึงสองนัด ก็ต้องมาลุ้นคู่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ
“หงส์ขาว” สวอนซี ในช่วงค่ำ มาดูกันว่าหลังหมดเทศกาลอีสเตอร์ใครจะกุมความได้เปรียบ

2.ศึกหนีตายยังสนุก
ขณะที่หัวตารางดูเหมือนจะหมดลุ้นกันแชมป์แล้ว แต่ท้ายตารางกลับขับเคี่ยวกันสนุก เพราะแต้มแต่ละทีมไม่ห่างกันมาก เวสบรอมวิชต์ เป็นทีมบ๊วยที่ดูจะลุ้นหนีตกชั้นยากที่สุดแล้วหลังจากห่างโซนปลอดภัยถึง 10 แต้ม
ส่วนที่เหลือไม่ว่าจะเป็น สโต๊ค ซิตี้, เซาแธมป์ตัน, เวสต์แฮม, คริสตัล พาเลซ, ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์, สวอนซีและนิวคาสเซิ่ล ต่างมีแต้มไม่ห่างกันมากในขณะที่เหลืออีกแค่ 7-8 นัดเท่านั้นเอง
สัปดาห์นี้เป็นโปรแกรมหักเหลี่ยมโหดระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ที่จะต้องดวลกับ ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์ ถ้ามีทีมใดทีมหนึ่งแพ้ อาจโดนถีบลงไปอยู่โซนตกชั้นก็เป็นได้

3.ศึกชิงท็อปโฟร์ สิงห์ปะทะไก่
สัปดาห์อีสเตอร์นี้คู่ที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นเกมเดือดที่ลอนดอนในวันพรุ่งนี้ ระหว่าง เชลซีปะทะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อาจเรียกได้ว่าเป็นศึกชี้เป็นชี้ตายการลุ้นท็อปโฟร์ของสิงห์บลูส์ก็ว่าได้ เพราะปัจจุบันทีมต้องตามสเปอร์สถึง
5 แต้ม แล้วถ้านัดนี้สเปอร์สบุกมาเอาชนะได้ นั่นหมายความว่า ไก่เดือยทองจะทิ้งห่างไปถึง 8 แต้ม และเราอาจจะได้ 4 ทีมที่ไปเล่น ชปล.ฤดูกาลหน้าเรียบร้อย เพราะฉะนั้น อันโตนิโอ คอนเต้ คงต้องเน้นสุดๆ เพื่อลดช่องว่างให้ห่างเหลือ 2 แต้ม
รวมถึงรักษาเก้าอี้กุนซือตัวเองด้วย

4.เคน กลับมาสู้ดาวซัลโว
หลังจากที่ปล่อยให้ ซาลาห์ ซัดประตูแซงดาวซัลโวไปไกลเป็น 28 ประตู ไม่แน่ว่าสัปดาห์นี้ เคน อาจจะได้กลับมาสู้เพื่อตำแหน่งดาวซัลโวอีกครั้ง เนื่องจากโปเช็ตติโน่
กุนซือไก่เดือยทองเปรยว่าเจ้าตัวเริ่มกลับมาฟิตร่างกายและเตรียมเช็คร่างกายก่อนเกมในวันพรุ่งนี้ ต้องมาลุ้นกันว่า เจ้าของตำแหน่งรองดาวซัลโว 24 ประตู จะได้ลงในเกมลอนดอนดาร์บี้พรุ่งนี้ได้หรือไม่

5.ทีมสุดเซียนวันอีสเตอร์
ในวันอีสเตอร์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา อาร์เซน่อล เป็นทีมที่เก็บแต้มได้มากที่สุด โดยโกยแต้มไปถึง 15 แต้มเต็มจาก 5 นัด โดยปีนี้จะมีคิวเจอกับสโต๊คในวันพรุ่งนี้ ขณะที่ทีมที่เก็บแต้มได้รองลงมานั้นไม่น่าเชื่อว่าจะเป็น
เอฟเวอร์ตัน ที่เก็บไป 12 แต้ม โดยเท่ากับทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลยทีเดียว

ใครดี!เสือใต้เล็งดึงซิเมโอเน่-คล็อปป์คุมทัพ

news201710041041936

บาเยิร์น มิวนิค ตกเป็นข่าววางตัว ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นเป้าหมายที่จะดึงมาคุมทีม หลัง “เสือใต้” เพิ่งสั่งเด้ง คาร์โล อันเชลอตติ พ้นตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

บาเยิร์น เพิ่งสั่งปลด คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือของทีม พ้นจากตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากนำทีมเริ่มต้นฤดูกาลนี้อย่างย่ำแย่ และมีรายงานว่า “เสือใต้” วางตัว ซิเมโอเน่ เอาไว้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนายใหญ่ หลังจากเขานำ แอต.มาดริด ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม กับการคว้าแชมป์ลา ลีกา และเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย

อย่างไรก็ตาม ยอดทีมแห่งเยอรมันจะต้องแย่ง ซิเมโอเน่ กับ อินเตอร์ มิลาน และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่อยากใช้บริการเขาเช่นกัน แต่หากพลาดหวังในตัวกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ บาเยิร์น ก็อาจเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ คล็อปป์ แทน

อดีตนายใหญ่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เพิ่งคุม ลิเวอร์พูล ครบรอบ 2 ปี แต่ก็อยู่ในสถานการณ์ที่กดดันอย่างหนักในเวลานี้ หลังจากที่ทีมมีผลงานย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง เก็บชัยชนะได้เพียงนัดเดียวเท่านั้นจาก 7 เกมหลังสุดในทุกรายการ

ปัจจุบัน วิลลี่ ซาญอล ทำหน้าที่คุมทีม บาเยิร์น เป็นการชั่วคราวไปจนจบฤดูกาลนี้

 

การกลับมาที่ไม่คาดฝัน

     ไม่ว่าจะด้วยอารมณ์ตื่นเต้นหรือสะเพร่าแต่สิ่งที่โฆษกสนามแอนฟิลด์ประกาศหลังจบเกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็เป็นความผิดพลาดที่เข้าใจได้

การกลับมาที่ไม่คาดฝัน

     “ลิเวอร์พูล ขึ้นไปนำจ่าฝูง” หลังการเฉือนชนะ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน 2-1

     ข้อเท็จจริงแล้วลิเวอร์พูล ไม่ได้กลับขึ้นไปนำจ่าฝูงครับเพราะผลต่างประตูได้เสียเป็นรองอาร์เซนอล ซึ่งน่าเสียดายหากไม่เสียประตูให้ แกเร็ธ แม็คเอาลีย์ พวกเขาจะกลับเป็นจ่าฝูงครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ค. 2014

     แต่การกลับไปยืนอันดับ 2 ของตารางในเวลานี้ ก็นับว่าเป็นผลงานที่ถือว่าน่าประทับใจแล้ว

     โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน ลิเวอร์พูล วันนี้แทบทำให้ทุกคนลืมภาพของทีมที่ล่มสลายลงได้อย่างสนิทตาและสนิทใจ

     จากผลงานที่เกิดขึ้นทำให้สื่อมวลชนพยายามโหมและประโคมข่าวจากประเด็นคำพูดของ เยอร์เก้น คล็อปป์ หลังจบเกมว่า ลิเวอร์พูลอยู่ในเส้นทางของการลุ้นแชมป์แล้ว

     อ่านแค่หัวข่าวแล้วหลายคนอาจจะเกิดความคิดแตกต่างหลากหลาย เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง

      อย่างไรก็ดี ที่มาที่ไปของเรื่องมาจากการสัมภาษณ์หลังเกมที่ Mixed zone ซึ่งสิ่งที่ คล็อปป์ พูดมีเพียงคำว่า “in the race” คำเดียวเท่านั้นครับ

ลิเวอร์พูล ขึ้นไปนำจ่าฝูง
     นอกเหนือจากนั้นไม่ได้มีอะไรที่แสดงให้เห็นถึงความย่ามใจต่อผลงานของทีมในช่วงต้นฤดูกาล ซึ่งคล็อปป์ มองว่าเวลานี้มันยังแค่ช่วงต้นฤดูกาล เร็วเกินกว่าจะตัดสินอะไรได้ และลิเวอร์พูล เองก็มีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก

     เพียงแต่เวลานี้ทุกอย่างมันออกมา “ดี” ก็เท่านั้น

     รู้เช่นนี้แล้วเหล่าค็อปชนก็อาจจะสบายใจขึ้น เพราะนายใหญ่ที่พวกเขา “เชื่อ” ก็ยังเป็นผู้จัดการทีมที่เข้าใจโลก คล็อปป์ ไม่ใช่คนเพ้อฝัน แต่ไม่ใช่คนที่ไม่ฝัน

     จาก 90 นาทีในแอนฟิลด์ ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นถึงการเล่นที่ยอดเยี่ยมเหมือนเคยครับ โดยเฉพาะจุดเด่นในเรื่องของเกมรุกที่กลับมาลื่นไหลอีกครั้งเมื่อขยับเอา โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ยืนในบทศูนย์หน้าอิสระ (ที่เอาเข้าจริงก็ไม่เชิง False nine)

     เฟียร์มิโน่ ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เป็น ซาดิโอ มาเน่ ที่เกมนี้กลับมามีส่วนกับประตูอีกครั้ง โดยนอกจากจะทำเอง 1 ประตูที่เฉียบขาดแล้ว ก็มีส่วนในการผ่านบอลให้ คูตินโญ่ ยิงได้อีกหนึ่งประตู

     การที่สามประสาน CMF (หรือจะ FMC, MFC, MCF ก็แล้วแต่นะครับ ฮ่าๆ) ผลัดกันสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้โดยไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากครับ โดยยังมี อดัม ลัลลานา, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ในฤดูกาลนี้กลับมาฟอร์มเข้าฝัก ขณะที่ในลูกตั้งเตะ เดยัน ลอฟเรน เป็นอีกอาวุธหนักที่พอจะหวังได้

การที่สามประสาน CMF
      จุดบอดเรื่องเกมรับ โดยเฉพาะลูกเซ็ตเพลย์และฟอร์มของ ลอริส คาริอุส อาจเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่อย่างน้อยที่สุดในเกมนี้เป็นอีกครั้งที่ ลิเวอร์พูล เปิดก๊อกสองใส่ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน ทันทีที่โดนประตูตีไข่แตก ทำให้ “แบ็กกี้ส์” เองก็ต้องระแวงและไม่สามารถขึงเกมใส่อย่างที่คิดได้

     ตรงนี้เป็นเรื่องดี และเป็นสิ่งที่ลูกทีมของ คล็อปป์ จะได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆในแต่ละเกม

     อย่างไรก็ดีเมื่อ คล็อปป์ ทำทีมมาถึงจุดนี้ที่พบ 11 คนแรกที่ดีที่สุด ซึ่งชัดเจนว่าดีอยู่ในระดับที่เทียบเท่าคู่แข่งระดับท็อปทีมอื่นๆ ผมคิดว่าตัวเขาเองน่าจะเริ่มมองไปยังโจทย์ข้อต่อไปกับการที่จะทำให้ “ขุมกำลัง” ในทีมที่มีอยู่สามารถเล่นทดแทนได้อย่างใกล้เคียงที่สุด

      โดยเฉพาะในแนวรุกที่หากกรณีที่ มาเน่ (ซึ่งจะต้องรับใช้ทีมชาติเซเนกัล ในแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ ในช่วงต้นปีหน้าอย่างแน่นอน) หรือ เฟียร์มิโน่ หรือคูตินโญ่ ไม่สามารถลงสนามได้ใครจะแทน?

     คล็อปป์ จะเรียกความมั่นใจให้แก่ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และดิวอค โอริกิ อย่างไร รวมถึง แดนนี่ อิงส์ ที่เล่นได้ร้อนแรงในทีมชุดเล็ก – เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งครับ

     และหากจะมองข้ามช็อตไปอีก ผมเองก็อยากเห็นหน้าตา “แพลน บี” ของลิเวอร์พูล ว่าจะมีหรือไม่? เพราะแม้จะค่อนข้างเชื่อว่าด้วยระบบการเล่นของลิเวอร์พูล เวลานี้ดีพอสำหรับการเก็บชัยชนะในเกมพรีเมียร์ลีกเรื่อยๆ แต่ถ้าเกิดกรณีจำเป็น คล็อปป์ จะมีแผนสำรองหรือไม่

     แต่คำถามพวกนี้เป็นเรื่องของอนาคตครับ ลิเวอร์พูล ยังมีเวลาพอที่จะใช้จ่ายวันเวลาอย่างมีความสุข

คำถาม
     สถานการณ์ตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันครับ มันเป็น “กำไรหัวใจ” ล้วนๆ

     เช่นกันกับเรื่องของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด กับข่าวการเตรียมกลับมาแอนฟิลด์อีกครั้ง หลังส่งสัญญาณอำลา แอลเอ แกแล็กซี่ (ซึ่งเป็นเรื่องที่วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว) ถึงจะชวนให้คิดว่าถ้ากลับมา จะกลับมาในบทไหน อย่างไร

     จะกลับมาเป็นแค่สตาฟฟ์โค้ช หรือจะกลับมาในฐานะผู้เล่นกึ่งโค้ช หรือจะกลับมาในฐานะผู้เล่นอาวุโส ที่สามารถอดทนรอคอยการลงสนามได้เหมือน เธียร์รี่ อองรี ในการกลับมาอาร์เซนอล ครั้งสุดท้าย

     บ้างคิดไกลถึงว่า ถ้าเกิดลิเวอร์พูล ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกขึ้นมา เจอร์ราร์ด จะได้รับเหรียญหรือไม่?

     บางคนก็อาจคิดว่า เดี๋ยวเจอร์ราร์ด กลับมาแล้วจะทำให้ทีมหมดลุ้นเหมือนที่ผ่านมาหรือเปล่า? ถ้าถามผม มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดอะไรให้มากมายนักครับ กับคนบางคน เราไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามหรือกฏเกณฑ์อะไรให้มากมาย

แซงผีหงส์แดงบุกยิง สิงห์บลูส์ คาบ้าน 2-1 ขยับรั้งที่ 4

เริ่มเกมมาแค่ 2 นาที ทีมเยือนได้ลุ้นก่อน ซาดิโอ มาเน่ ไหลบอลให้ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ สับไกด้วยซ้ายบนเส้นเขตโทษ ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายทวารเชลซี รับหลุดมือจังหวะแรกแต่ยังดีที่ตามมาตะครุบไว้ได้ทัน

นาทีที่ 17 ทีมเยือนมาได้ฟรีคิกริมเส้นฝั่งซ้าย จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไหลสั้นๆให้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เปิดโด่งไปที่เสาสอง เดยัน ลอฟเรน ที่ไร้ตัวประกบวิ่งสอดขึ้นมาแปด้วยขวาระยะ 6 หลา เสียบเสาเข้าประตูไป ลิเวอร์พูล บุกนำ 1-0

นาทีที่ 34 เจ้าบ้านมาได้ฟรีคิกริมเส้นฝั่งขวา วิลเลี่ยน เปิดโด่งเข้าไปในเขตโทษ ดาวิด ลุยซ์ โขกเปลี่ยนทางไปที่เสาสอง แต่ ซิมง มิโญเล่ต์ ไม่พลาดรับเข้ามือไว้ได้

สองนาทีต่อมา “หงส์แดง” มาได้ประตูหนีห่าง จากลูกทุ่มไกล แกรี่ เคฮิลล์ เคลียร์ไม่ดี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เก็บได้ก่อนบรรจงปั่นด้วยขวาจากระยะ 30 หลา บอลพุ่งโค้งเสียบสามเหลี่ยมเข้าประตูไป สุดปัญญาที่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ จะป้องกัน ลิเวอร์พูล หนีเป็น 2-0 พร้อมกับจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 61 เอแด็น อาซาร์ ไหลบอลให้ เนมานย่า มาติช หลุดเข้าเขตโทษก่อนลากสุดเส้นหลังแล้วกระดกบอลให้ ดีเอโก้ คอสต้า แปด้วยขวาจ่อๆผ่านตัว ซิมง มิโญเล่ต์ ตุงตาข่าย เชลซี ไล่มาเป็น 1-2

เจ้าถิ่นโหมบุกหนัก นาทีที่ 65 จากบอลยาวกลางสนามไปในเขตโทษ เนมานย่า มาติช โหม่งต่อให้ ดีเอโก้ คอสต้า ได้ซัดจากระยะ 15 หลา แต่ ซิมง มิโญเล่ต์ ใช้เท้าเซฟไว้ได้ทัน

นาทีที่ 81 ทีมเยือนเกือบได้เพิ่ม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จ่ายตัดแนวรับให้ เจมส์ มิลเลอร์ หลุดไปถึงเส้นหลังฝั่งซ้ายก่อนเปิดไปแฉลบ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช บอลเลยไปถึง ดิว็อค โอริกี้ ตัวสำรองโหม่งจ่อๆ แค่ 5 หลา แต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ โชว์ซูเปอร์เซฟปัดไว้ได้เหลือเชื่อ

เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม ลิเวอร์พูล บุกมาชนะ เชลซี 2-1 เก็บสามแต้ม มีเพิ่มเป็น 10 คะแนน แซง แมนฯยูไนเต็ด ที่มี 9 แต้ม ขึ้นมาอยู่อันดับ 4 แต่แข่งมากกว่าอยู่หนึ่งนัด ด้านเชลซี มี 10 แต้ม รั้งอันดับ 3 ตามเดิม

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

เชลซี (4-2-3-1) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, แกรี่ เคฮิลล์, ดาวิด ลุยซ์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า – เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เนมานย่า มาติช – วิลเลี่ยน, ออสการ์, เอแด็น อาซาร์ – ดีเอโก้ คอสต้า

ลิเวอร์พูล (4-3-3) : ซิมง มิโญเล่ต์ – เนธาเนียล ไคลน์, โฌแอล มาติป, เดยัน ลอฟเรน, เจมส์ มิลเนอร์ – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม, อดัม ลัลลาน่า – ซาดิโอ มาเน่, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, แดเนียล สเตอร์ริดจ์

เล่นพนันกีฬา คาสิโนออนไลน์กับเว็บเว็บไซต์ชั้นนำ กับเรา goldclub slot ได้ที่นี่ สมัครง่ายโปรโมชั่นดี มีพนักงานบริการ 24ชั่วโมง แทงบอลออนไลน์ กับเว็บไซต์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น sbobet , แทงบอล ibcbet , พนันกีฬาออนไลน์ m8bet และบริการอื่นๆ อีกมากมาย

 

เว็บไซต์ : http://starvegas-slot.com